หน้าหลัก > ธุรกิจเอสซีจี

ธุรกิจเอสซีจี

       
เอสซีจี เคมิคอลส์
 
 

“เอสซีจี เคมิคอลส์ มีผลการดำเนินงานที่ดี เนื่องมาจากผลกำไรของอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังอยู่ในช่วงวัฏจักรขาขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 โดยอุปทานส่วนเพิ่มยังคงต่ำกว่าการเติบโตของอุปสงค์ในตลาดและผู้ผลิตส่วนใหญ่สามารถคงอัตราการผลิตอยู่ในระดับสูง นอกเหนือจากนี้บริษัทยังคงมุ่งเน้นในการพัฒนาและเพิ่มยอดขายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ดำเนินการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศตามแผนที่วางไว้”

ผลการดำเนินงานของธุรกิจ

  • ในปี 2559 เอสซีจี เคมิคอลส์ มีรายได้จากการขายรวม 188,163 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากปีก่อน เป็นผลจากราคาขายของสินค้าที่ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมัน และการหยุดซ่อมบำรุงของบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด ในไตรมาสที่ 4 อย่างไรก็ตาม EBITDA และกำไรสำหรับปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 39 และร้อยละ 48 จากปีก่อน เป็น 59,700 ล้านบาท และ 42,084 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากส่วนต่างราคาโดยรวมระหว่างสินค้าและราคาวัตถุดิบที่เพิ่มมากขึ้น จากสภาวะอุปทานตึงตัวต่อเนื่อง

การตลาดและการแข่งขัน

  • ปี 2559 ธุรกิจเคมีภัณฑ์อยู่ในช่วงวัฏจักรขาขึ้น เนื่องด้วยผลผลิตจากกำลังการผลิตโอเลฟินส์ใหม่ที่ลดน้อยลง ทำให้อุปทานส่วนเพิ่มต่ำกว่าการเติบโตของอุปสงค์ในตลาด ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าและราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ผลประกอบการโดยรวมของเอสซีจี เคมิคอลส์ จึงปรับตัวดีขึ้น
  • ราคาแนฟทาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักอยู่ที่ 398 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลงร้อยละ 19 จากปีก่อน ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจากภาวะอุปทานล้นตลาด ส่วนราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนอยู่ที่ 1,132 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ราคาโพลิโพรพิลีน อยู่ที่ 1,051 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลงร้อยละ 8 และร้อยละ 9 จากปีก่อนตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาวัตถุดิบที่ลดลงในสัดส่วนที่สูงกว่าราคาขายของสินค้า ทำให้ส่วนต่างราคาโดยรวมระหว่างสินค้าและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น
  • ด้านการแข่งขัน ธุรกิจเคมีภัณฑ์มีการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าเป็นวัฏจักรขึ้นลงตามตลาดโลกและมีราคาน้ำมันเป็นตัวกำหนดราคาวัตถุดิบ เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงมุ่งพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง(HVA) เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาสินค้าและวัตถุดิบและเตรียมพร้อมสำหรับภาวะวิกฤติ โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตสินค้าที่ตอบสนองต่อความต้องการใหม่ ๆ ของลูกค้า รวมถึงการต่อยอดด้วยการนำเอาความรู้ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาสร้างนวัตกรรมและการบริการที่ตอบสนองต่อการความต้องการในภาคอุตสาหกรรม

การพัฒนาองค์กร

ด้านธุรกิจ

  • พัฒนาเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการในหลายกลุ่มสินค้า อาทิ เม็ดพลาสติกสำหรับผลิตอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนประกอบรถยนต์ และบรรจุภัณฑ์ ทำให้รายได้จากการขายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 54 ของสินค้าทั้งหมด
  • ขยายผลการจัดการธุรกิจด้วยหลักการ Integrated Business Excellence (IBE) โดยในปี 2559 สามารถเพิ่มอัตราการผลิตของโรงงานปรับเปลี่ยนการจัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ และลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คิดเป็นมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้นกว่า 3,100 ล้านบาท และยังอยู่ระหว่างการยกระดับการจัดการนวัตกรรมโดยนำระบบ Innovation Management Process (IMP) ที่มุ่งเน้นเรื่องการเพิ่มความรู้และขีดความสามารถในการสร้างนวัตกรรมขององค์กรอีกด้วย
  • ขยายกำลังการผลิตโรงงานเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE) เพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มเคลือบ (Coating) โดยเฉพาะเคลือบบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อ (Aseptic Packaging) ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นจาก 92,000 ตัน เป็น 152,000 ตันต่อปี ทั้งนี้ คาดว่าโครงการจะเสร็จสิ้นในปี 2560
  • • เริ่มดำเนินการผลิตและจัดจำหน่ายเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน ชนิดใหม่ (PE112) สำหรับท่อที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และประปา โดยคุณสมบัติที่ดีขึ้นทำให้สามารถลดความหนาของท่อ และเพิ่มปริมาตรขนส่งได้มากขึ้น และยังทนการสึกกร่อนได้มากขึ้นถึงร้อยละ 40 ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น
    [ดำเนินธุรกิจตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี]

ด้านทรัพยากรบุคคล

  • ส่งเสริมพัฒนาการเรียนรขู้ องพนักงานโดยมีคณะกรรมการ SCG Chemicals Academy เป็นผู้ควบคุมดูแลทิศทางการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ครอบคลุมทุกตำแหน่งงาน และจัดให้มีการออกแบบการเรียนรู้แบบ 70:20:10 (Learning from Experience: Learning from Others: Formal Learning) เพื่อการพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
    [ดำเนินธุรกิจตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และความรู้]

ด้านนวัตกรรม

  • พัฒนากระบวนการผลิตสำหรับโพลิเอทิลีนรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติดีขึ้น (New Generation PE) โดยยื่นจดสิทธิบัตร 8 ฉบับในปี 2559 และกำลังปรับปรุงโรงงานผลิตโพลิเอทิลีนในปัจจุบันให้เป็นโรงงานสาธิตสำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ เช่น ฟิล์มชนิดบางพิเศษที่ใช้เม็ดพลาสติกน้อยลงแต่ยังคงความแข็งแรงเท่าเดิม ท่อทนแรงดันสูงและทนการกัดกร่อนของสารเคมีที่ดีขึ้น
  • เปิดตัวสินค้าในกลุ่ม Functional Materials ชนิดใหม่เป็นครั้งแรกของโลกในงานนิทรรศการ K 2016 ณ ประเทศเยอรมนี ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เซียร์ร่า” (CIERRA?) ซึ่งเอสซีจี เคมิคอลส์ ได้วิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มการใช้งานหลัก คือ วัสดุเติมแต่งเพื่อป้องกันการติดไฟ วัสดุเติมแต่งเพื่อป้องกันการซึมผ่านของความชื้นและออกซิเจนสำหรับบรรจุภัณฑ์ และวัสดุเติมแต่งเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียสำหรับของใช้ในชีวิตประจำวัน/li>
  • นำหุ่นยนต์และระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่พัฒนาขึ้น ให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ลูกค้าภายนอก อาทิ ห่นุ ยนต์ตรวจสอบสภาพท่อในเตาโอเลฟินส์ของโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หุ่นยนต์ตรวจสอบสายเคเบิลบนสะพานขนาดใหญ่ผ่านความร่วมมือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งการพัฒนาหุ่นยนต์และระบบวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหุ่นยนต์ของประเทศและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
  • หน่วยงาน Design Catalyst มุ่งพัฒนาการออกแบบนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับการใช้งานของลูกค้า เช่น
    • ผลิตภัณฑ์ถังสำหรับทิ้งเข็มทางการแพทย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในด้านความสะดวกและความปลอดภัย
    • o ทุ่นลอยน้ำพลาสติกสำหรับติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถใช้งานบนแหล่งน้ำต่าง ๆ เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำและบ่อน้ำที่ต้องการให้การจัดการพื้นที่แหล่งน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด โดยออกแบบเพื่อให้ติดตั้งได้ง่าย ใช้พื้นที่น้อยและรองรับการติดตั้งได้หลายรูปแบบตามลักษณะของพื้นที่
      [ดำเนินธุรกิจตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในด้านความพอประมาณ และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี]

การดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

  • มุ่งเน้นในผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีสินค้าบริการ กระบวนการผลิตที่ได้การรับรอง SCG eco value ร้อยละ 52 ของรายได้จากการขาย นอกจากนี้ ยังส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนรอบโรงงาน ทำให้ชุมชนเกิดรายได้หมุนเวียนกว่า 15 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสนับสนุนการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน 13 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดระยอง
  • แบ่งปันความรู้แก่ชุมชนโดยรอบและเพื่อนโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อสร้างชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในประเทศไทย เช่น
    • สถานีรักษ์น้ำ เขายายดา จังหวัดระยอง แหล่งเรียนรู้เชิงนิเวศ ต่อยอดการบริหารจัดการน้ำและสร้างแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้กับชุมชน
    • ศูนย์การเรียนรู้วิถีประมงชุมชนเนินฆ้อ จังหวัดระยอง ถ่ายทอดบทเรียนการดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน
    • นำองค์ความรู้การเป็นต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ช่วยเหลือเพื่อนโรงงานอุตสาหกรรมให้ดำเนินการตามหลักการโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
      [ดำเนินธุรกิจตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในด้านความพอประมาณ การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ความรู้ และคุณธรรม]

ข้อมูลทางการเงิน (ล้านบาท)

  2559 2558 2557 2556 2555
ข้อมูลจากงบแสดงฐานะการเงิน
สินทรัพย์หมุนเวียน 49,274 45,769 47,070 51,321 46,423
สินทรัพย์ 193,465 185,583 183,884 192,063 176,837
หนี้สิน 64,321 79,818 99,133 109,273 99,968
ส่วนของผู้ถือหุ้น 129,144 105,765 84,751 82,790 76,869
ข้อมูลจากงบกำไรขาดทุน
รายได้จากการขาย 188,163 200,433 248,118 209,997 203,539
ต้นทุนและค่าใช้จ่าย 146,196 170,433 237,386 202,921 206,946
กำไรสำหรับปี * 42,084 28,488 12,461 11,292 2,690
EBITDA ** 59,700 42,900 26,142 20,342 8,628

*กำไรสำหรับปีส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่
**กำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย รวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วม