หน้าหลัก > รู้จักเอสซีจี

รู้จักเอสซีจี

สารจากคณะกรรมการ

ปี 2559 นับเป็นปีแห่งความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สำหรับพสกนิกรชาวไทย จากประกาศสำนักพระราชวัง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เรื่องการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานเอสซีจี ขอมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธาน เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทสืบไป และขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ในปี 2559 เศรษฐกิจโลกมีความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยทั้งภาคการเมืองและเศรษฐกิจหลายประการ ได้แก่ การออกจากสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ผลการเลือกตั้งของประเทศสหรัฐอเมริกา ผลการเลือกตั้งในภูมิภาคอาเซียน อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศเมียนมา ตลอดจนการดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศจีน รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมัน ถ่านหิน และพลังงาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) โดยรวม ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงการบริโภคในประเทศและการค้าขายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน

สำหรับประเทศไทย ร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านการลงประชามติเห็นชอบ ทำให้กรอบระยะเวลาและขั้นตอนทางด้านการเมืองของรัฐบาลในเรื่องนี้มีความชัดเจนขึ้น ส่วนด้านเศรษฐกิจ ได้มีการริเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในหลายด้าน ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตต่อไป

เอสซีจียังคงเดินหน้ากลยุทธ์หลักในการขยายการลงทุนในอาเซียน และมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products and Services หรือ HVA) อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองต่อปัจจัยท้าทายต่าง ๆ ทั้งในภาคเศรษฐกิจและสังคม

สำหรับผลประกอบการในปี 2559 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 423,442 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากปีก่อน จากราคาสินค้าที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม เอสซีจีมีผลกำไรสำหรับปี 56,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 24 จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และราคาต้นทุนด้านพลังงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลให้อัตราการทำกำไรอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมคณะกรรมการบริษัทจึงมีมติเห็นควรเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผล ประจำปี 2559 ในอัตราหุ้นละ 19.00 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 41 ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม โดยแบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 8.50 บาท และเงินปันผลประจำปีส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 10.50 บาท



  ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งไปพร้อมกับอาเซียน  
 
     

เอสซีจีได้ขยายการลงทุนในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์สู่การเป็นผู้นำตลาดในภูมิภาค โดยมีความคืบหน้าของโครงการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ โรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศเมียนมา โรงงานปูนซีเมนต์ใน สปป. ลาว โครงการขยายกำลังการผลิตโรงงานกระดาษคราฟท์ในประเทศเวียดนาม โครงการ Debottleneck โรงงานปิโตรเคมี Chandra Asri ในประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น

ในการขยายธุรกิจและการลงทุน เอสซีจีได้ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเล็งเห็นความสำคัญและมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่องให้กับชุมชนและสังคม โดยมีโครงการมอบทุนการศึกษา SCG Sharing the Dream ให้กับนักเรียนในประเทศเวียดนาม เมียนมา สปป. ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โครงการผ่าตัดต้อกระจก SCG Sharing a Brighter Vision ในประเทศเมียนมา เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ โดยไม่คิดค่าบริการ เป็นต้น

ปี 2559 เอสซีจีมีรายได้จากธุรกิจที่มีฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียนและจากการส่งออกไปยังอาเซียน 97,669 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 23 ของรายได้จากการขายรวม) ลดลงร้อยละ 2 จากปีก่อน เนื่องจากมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าปรับตัวลง ทั้งนี้ เอสซีจีมีสินทรัพย์รวมในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 มูลค่า 126,055 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 23 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท และมีพนักงานในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย 17,225 คน คิดเป็นร้อยละ 32 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด

 
     


  ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนด้วยการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม  
 
     

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คือการลงทุนและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้แสดงผลให้เห็นอย่างชัดเจน โดยปี 2559 เอสซีจีมีรายได้จากสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เป็น 160,910 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 38 ของรายได้จากการขายรวม และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SCG eco value 170,501 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของรายได้จากการขายรวม โดยเอสซีจีได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นเงิน 4,350 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1 ของรายได้จากการขายรวม ปัจจุบันมีพนักงานในสาขาวิจัยและพัฒนาจำนวน 1,823 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจำนวน 108 คน

ปี 2559 เอสซีจีมีผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของตลาดและสังคมได้อย่างรวดเร็วภายใต้ข้อจำกัดและความท้าทายต่าง ๆ ตัวอย่างที่สำคัญคือเอสซีจีได้จัดสร้าง “สุขาเพื่อประชาชน” ซึ่งเป็นห้องสุขาชั่วคราวอย่างเร่งด่วน ณ บริเวณท้องสนามหลวง แล้วเสร็จภายในเวลาเพียง 3 วัน ด้วยแนวทางการพัฒนานวัตกรรมระบบการก่อสร้างสำเร็จรูปต่าง ๆ ได้แก่ โครงสร้างระบบโมดูลาร์ของ SCG Heim ระบบหลังคาผนังสมาร์ทบอร์ด เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนจากทั่วประเทศจำนวนมากที่ได้เดินทางมาสักการะพระบรมศพที่พระบรมมหาราชวัง และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เอสซีจีได้มีการพัฒนานวัตกรรม เซียร์ร่า (CIERRA?) สินค้าในกลุ่ม Functional Materials ชนิดใหม่ของโลก ที่เอสซีจีได้วิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นนวัตกรรมสารที่มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถนำไปใช้ในสินค้า HVA หลากหลายประเภท โดยได้เริ่มมีการพัฒนาประยุกต์ใช้ในกลุ่มการใช้งานหลัก คือวัสดุเติมแต่งเพื่อป้องกันการติดไฟ วัสดุเติมแต่งเพื่อป้องกันการซึมผ่านของความชื้นและออกซิเจนสำหรับบรรจุภัณฑ์ และวัสดุเติมแต่งเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียสำหรับของใช้ในชีวิตประจำวัน

การนำเสนอสินค้าและบริการด้านบรรจุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าอย่างครบวงจรและยั่งยืน (Total Packaging Solutions Provider) ด้วยการพัฒนาสินค้าและบริการด้านบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง เช่น บรรจุภัณฑ์ประเภทเฟล็กซิเบิ้ล แพคเกจจิ้ง เป็นนวัตกรรมในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น บรรจุภัณฑ์ “Fest” (เฟสท์) ที่ผลิตจากกระดาษที่มีมาตรฐานด้านความสะอาดและปลอดภัยสูง และนวัตกรรมชั้นวางสินค้าเพื่อการส่งเสริมการขาย ที่ใช้กระดาษเป็นวัสดุหลักในการผลิต ซึ่งออกแบบในรูปแบบที่หลากหลาย นำกลับไปรีไซเคิลได้ ลดระยะเวลาในการติดตั้ง และลดพื้นที่ในการจัดเก็บ เป็นต้น

 
     


  สืบสานพระราชปณิธาน “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และ “การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน”  
 
     

เพื่อการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน เอสซีจีได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ทำให้สามารถฟันฝ่าวิกฤติและเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และพร้อมเป็นต้นแบบแก่องค์กรอื่น ๆ นอกจากนี้ เอสซีจียังได้สืบสานพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการจัดงาน “Thailand Sustainable Water Management Forum 2016” ที่ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การร่วมกับชุมชนเครือข่ายโครงการเอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต สานต่อการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริในโครงการ 70,000 ฝาย รวมพลังรักษ์น้ำทั่วไทยการส่งเสริมให้เกิด “สถานีรักษ์น้ำ” ตลอดจนการสร้าง “สระพวง” เป็นต้น

 
     


เอสซีจีมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยหลักจรรยาบรรณ บรรษัทภิบาลเพื่อให้เกิดการพัฒนาและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและยึดมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างพอเพียงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นองค์กรที่พร้อมสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับภูมิภาคอาเซียนและก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจในภูมิภาคอย่างยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ของเอสซีจี

กรุงเทพมหานคร วันที่ 25 มกราคม 2560





   
จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
ประธานกรรมการ
 
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส
กรรมการผู้จัดการใหญ่