หน้าหลัก > รู้จักเอสซีจี

รู้จักเอสซีจี

สารจากคณะกรรมการ

ปี 2558 เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ขณะที่ราคาน้ำมันและพลังงานอ่อนตัวลงมาก ส่วนเศรษฐกิจอาเซียน ในครึ่งปีหลังก็เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนจากรัฐบาลแต่ละประเทศ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC)

เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 439,614 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10 จากปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าในกลุ่มเคมีภัณฑ์ปรับลดลงมากตามราคาน้ำมัน อย่างไรก็ดี ด้วยการบริหารกิจการอย่างมีประสิทธิภาพการมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้เอสซีจีมีกำไรสำหรับปี 45,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากปีก่อน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติเห็นควรเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2559 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2558 ในอัตราหุ้นละ 16.00 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม



  เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจในอาเซียนพร้อมรับ AEC  
 
     

เอสซีจีศึกษาและขยายการลงทุนต่อเนื่องในอาเซียนมาหลายปีเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืน ปี 2558 มีความคืบหน้าโครงการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ การเปิดโรงงานปูนซีเมนต์แห่งแรกในประเทศอินโดนีเซีย และการขยายกำลังผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศกัมพูชา ส่วนโรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศเมียนมา และ สปป.ลาว จะเริ่มผลิตได้ในปี 2559 และ 2560 ตามลำดับ โดยทุกโรงงานใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งพร้อมเป็น ผู้นำอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในอาเซียน เอสซีจี ได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์สินค้าจากตราช้างเป็นเอสซีจี ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าจดจำได้ง่าย เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับองค์กร รวมทั้งปรับแบรนด์ธุรกิจจากเอสซีจี เปเปอร์ เป็น เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นตลาดบรรจุภัณฑ์ ที่เติบโตต่อเนื่องและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า มุ่งสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ แบบครบวงจรในอาเซีย นอกจากนี้ ยังได้ขยายการลงทุนโดยเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 80 ใน Tin Thanh Packing Joint Stock Company (BATICO) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ Flexible Packaging รายใหญ่ของประเทศเวียดนาม

ปี 2558 ธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียนนอกเหนือจากประเทศไทย มีรายได้จากการขาย 100,150 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23 ของรายได้รวม ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน ปัจจุบันเอสซีจี มีสินทรัพย์รวมในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 มูลค่า 108,183 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 21 ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจี และมีพนักงานในอาเซียนนอกเหนือจากประเทศไทย 16,482 คน คิดเป็นร้อยละ 31 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด พร้อมรองรับการขยายและดำเนินธุรกิจของเอสซีจีในอนาคต

 
     


  ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  
 
     

เอสซีจีเชื่อมั่นว่าการสร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการที่หลากหลาย จะส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค เสริมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและสังคมที่ยั่งยืน จึงลงทุนและส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปี 2558 ได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา 3,510 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของรายได้จากการขาย ปัจจุบันมีพนักงานในสาขาวิจัยและพัฒนาจำนวน 1,646 คน โดยรายได้จากสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products and Services หรือ HVA) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 161,851 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37 ของรายได้จากการขายรวม และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SCG eco value 114,084 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26 ของรายได้จากการขายรวม

ปี 2558 เอสซีจีมีสินค้า HVA เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ อาทิ นวัตกรรมพลาสติกเพื่อวงการแพทย์ ขนส่งได้ง่ายไม่แตกหักเสียหายราคาถูกลง เมื่อเทียบกับวัสดุอื่น ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ COTTO GRANDE Collection นวัตกรรมกระเบื้องพอร์ซเลนขนาดใหญ่ที่สุดจากคอตโต้ ทนความร้อน รอยขูดขีด และกรด รวมถึงทำความสะอาดได้ง่าย Precast Concrete System หรือ ระบบคอนกรีตสำเร็จรูปที่ใช้เทคโนโลยีในการออกแบบ ผลิต และติดตั้งคุณภาพสูง น้ำหนักเบาเพิ่มความเร็วในการก่อสร้าง และมีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันเสียงและความร้อน บรรจุภัณฑ์อาหาร "FEST" ที่ทนความร้อนได้ดี ไม่ละลาย ไม่รั่วซึม และปลอดภัยจากสารก่อมะเร็ง และปูนพลาสเตอร์หล่อ แบบฟันป้องกันเชื้อโรค ที่มีคุณสมบัติพิเศษยับยั้ง การแพร่กระจาย และฆ่าเชื้อโรคสำหรับงานทันตกรรม นอกจากนี้เพื่อต่อยอดการพัฒนา HVA เอสซีจีได้เข้าถือหุ้นทั้งหมดในบริษัท Norner Holding AS ผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านปิโตรเคมีในประเทศนอร์เวย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

เพื่อแสดงความก้าวหน้าและเป็นต้นแบบบริษัทในอาเซียน ที่มุ่งพัฒนาสินค้าและบริการ ในปี 2558 เอสซีจี ไดจั้ดงาน SCG Innovative Exposition ภายใต้แนวคิดนวัตกรรมเพื่อความห่วงใย โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรม จะทำให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีชีวิตที่สะดวกสบายและปลอดภัย โดยเฉพาะสังคมไทยที่จะเปลี่ยนไปเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เอสซีจีจึงได้พัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ (SCG Eldercare Solution) เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว

 
     


  ที่หนึ่งของโลกด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 5  
 
     

เอสซีจีดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้หลักบรรษัทภิบาลที่ดี ปี 2558 เอสซีจีได้รับการตรวจประเมิน และรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 5 ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ รายแรกของไทยที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับสูงสุด ครบทุกแห่งทั่วประเทศ จากกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังเป็นบริษัทแรกในธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยครบทุกโรงงาน รวมถึงสนับสนุนการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมชุมชนสู่การเป็นชุมชนเชิงนิเวศ (Eco Community) เพื่อช่วยขับเคลื่อนจังหวัดระยอง ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town)

ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งผลให้เอสซีจีได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของโลกเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันในสาขาอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ซึ่งเป็นการจัดอันดับสำหรับบริษัทชั้นนำของโลก ที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่อองค์กร

 
     


จากการที่นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ครบกำหนดเกษียณอายุในวันที่ 1 มกราคม 2559 คณะกรรมการบริษัท จึงมีมติแต่งตั้ง นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ สืบแทน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 โดยนายกานต์ ตระกูลฮุน ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท

เอสซีจีได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำอย่างยั่งยืนในอาเซียน และจะยังคงทุ่มเทให้กับการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของทุกประเทศ ที่ได้ไปดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องต่อไป คณะกรรมการบริษัทขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ร่วมทุน คู่ค้า ลูกค้า พนักงาน ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมถึงสถาบันการเงินทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่สนับสนุนการดำเนินงานของเอสซีจีด้วยดีตลอดมา และขอให้เชื่อมั่นว่าเอสซีจี จะสานต่อความมุ่งมั่นและทุ่มเท ในการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ รัดกุม โปร่งใส ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาล และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และเป็นองค์กรที่เจริญก้าวหน้าควบคู่กับประเทศไทยและอาเซียนตามวิสัยทัศน์ของเอสซีจี





   
จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
ประธานกรรมการ
 
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส
กรรมการผู้จัดการใหญ่